แว่นฉันหายไปกับสายน้ำ...

posted on 22 Nov 2009 20:03 by butterflykisses

เอนทรี่นี้ไร้สาระอย่างวายป่วง แค่ขอบันทึกไว้ว่า ช่วงชีวิตหนึ่งที่ไร้แว่นมันรันทดแบบนี้
ต้องขอเกริ่นว่าจขบ.สายตาแย่สุดติ่ง เคยถูกคุณหมอใจดี๊ใจดีวินิจฉัยว่าตาจะบอดอย่่างแน่แท้ในไม่ช้าไม่นาน
คือว่าเป็นโรคตาขี้เกียจแบบที่พบบ่อยๆในเด็กน่ะค่ะ แต่ตอนตรวจเจอก็ปาเข้าไปป.สามป.สี่ได้ ชวนให้สงสัยยิ่งนักว่าอิเด็กนี่มันใช้ชีวิตเยี่ยงไรให้ไม่รู้ตัวว่าตาตัวเองข้างนึงมันมองไม่ชัดมาตลอดเกือบสิบปี
แถมตอนตรวจเจอก็เป็นเพราะเป็นตากุ้งยิงซะด้วย ว้าว...
ไอ้โรคนี้มันเป็นอาการที่ตาข้างนึงทำงานน้อยกว่าอีกข้างนะคะ มันทำให้กล้ามเนื้อตาอ่อนแอ คุณหมออีกท่านเลยแนะนำให้ปิดตาข้างที่ดีเสีย จะได้อีกข้างทำงาน แต่ก็บอกก่อนว่ามันจะไม่กลับมาสมบูรณ์เพราะเราแก่เกินวัยแล้ว(ก๊ากกก) ตอนนั้นมิได้ขำเลย แต่ก็ยังดีกว่าหมอท่านแรกที่ฟันธงว่าน้องหนูตาบอดแน่นอนหนึ่งข้าง ฮ่วย
ทีนี้ตาข้างที่เสียก็กลายสถาพเป็นสายตายาว ยาว ยาวมากๆ ใครที่ไม่เป็นสายตายาวอาจจะคิดว่าสายตายาวคือดี ไม่ใช่นะเฟ้ย (หลายคนและชอบคิดว่ายาวคือมองได้ไกล บ้าแระเทอ) คือมันมองไกลได้ มองใกล้ไม่เห็นนั่นเอง
ส่วนที่แย่หนักคือ ข้างที่ดี พอมันโหลดมากๆแล้วชะงัก ป๊าบบ ทีนี้แม่งสั้นเลยคับ หอยหลอดจริงๆ
แย่อย่างที่สามคือ มันเอียงเลยทั้งสองข้าง
แม่มโคตรเจ๋งเลยค่ะท่าน

หลังจากนั้นชีวิตก็ต้องพึ่งพาแว่นตา แว่นตาประเภทสั่งตัดด้วย ฮ่าๆ กว่าจะได้ก็สองอาทิตย์มั้ง
แล้วก็เปลี่ยนบ่อยมากเพราะความซุ่มซ่าม

อันล่าสุดค่ะ คือเรื่องที่จะบ่น
วันก่อนไปนั่งกินแม็ค ว่างๆก็เอาโน้ตบุคมาเล่น(เกม)

พอจะกลับบ้าน ลุกไปเข้าห้องน้ำ
ทำธุระอันไม่ต้องบอกก็รู้ว่าอะไรเสร็จ

ก้ม...ชัก...ตามปกติ

อะไรร่วง

และหายไปกับสายน้ำ อะไรเอ่ยสีแดงๆ

ในความเป็นจริงมันไม่ช้าแบบนี้หรอกนะ
เห็นจะๆ รู้ตัวจะๆ เพราะเห็นกันมานาน หะๆๆ
คือแว่นตาที่เราเหน็บไว้ที่คอเสื้อมันหล่น...
วันนั้นใส่แดรสแล้วคอเสื้อมันก็คว้านไง
โอ๊ยตายๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
หล่นไปแบบไม่ต้องคิดจะคว้าอะเพราะมันหล่นหลังจากที่เรากดชักโครกไปแล้ว
แถมแว่นที่เหน็บไว้มันก็ขาพับไว้แล้วอย่างดี เรียวเลย ลงอย่างลื่น
จังหวะหล่นก็ดีมาก จังหวะน้ำลงเลย
ต๋อม...ผลุบ

ช๊อกค่าช๊อกๆๆ ได้แต่ยืนมองชักโครกที่สะอาดเรียม

ตอนนี้ใช้แว่นตาอันเก่าที่หักตรงกลางอยู่
ฮ่วยยย
ใครจะชอบสาวแว่นเดี๊ยนไม่รู้หรอกนะเคอะ (เคยมีไอ้หนุ่มคนนึงหาว่าเราไม่ใส่แว่นแล้วธรรมด๊าธรรมดา ใส่แว่นแล้วเจิดสุดๆด้วยซ้ำ เออขอบคุณว่ะ คือทั้งหน้ากุมีดีที่แว่น?? มันเป็นอวัยวะที่33ของกุงั้นสิคะ)
แต่เดี๊ยนอิจฉาคนสายตาดีมากๆค่ะ =_= สสวท.ไม่ต้องต่อต้านคอนแทคเลนส์ค่ะ กรูจะเลสิกด้วยซ้ำถ้ากรูทำได้ T^T

จบข่าว

เพลงนี้น่ารักม๊ากมาก...
จขบ.ชอบทั้งเวอร์ที่อิสาวเกาหลีร้อง (ร้องก็ไม่ชัด ฟังแล้วงง ฟังครั้งแรกนึกว่าตรูโง่อังกฤษหรอวะ แต่นะ  First Impression) เป็นเวอร์ที่ฟังครั้งแรกเลยปิ๊งๆ
กับเวอร์ของพ่อลูกชาวฟิลิปปินส์ 55 เวอร์นี้เพราะมาก ทั้งเสียงคุณลูกสาว และเสียงคุณพ่อที่เสียงหล่อมากมาย
คุณ Jose Mari Chan ...อะไรนะ โจเซ่ มาริ จัง 555 ไม่ใช่และ

แต่จริงๆมันเป็นของคุณลุง John Denver นะจ๊ะ เสียงทรงพลังแปดหลอดก้องกังวานสะท้านสะเทือน
เขาว่ากันว่าคุณลุงแต่งเพลงนี้ตอนหย่าเมีย หรือเมียจะหย่าไม่รู้
พอมาฟังเพลงนี้แล้วก็จุกๆนิดๆเหมือนกันพอนึกถึงลุงแก...คงจะสับสนนิดๆ ว่าตกลงว่ารักคืออะไรกันแน่นะ
คบกันมาเป็นสิบๆปีสุดท้ายยังเลิกกันได้
แต่ก็ไม่ใช่จะไม่มีวันดีๆ

ก็เลยเกิดเพลงนี้ขึ้นมา
ประมาณว่า "บางทีรัก(คงจะเป็นอย่างนี้ละมั้ง)"

Perhaps love is like a resting place, a shelter from the storm
It exists to give you comfort, it is there to keep you warm
And in those times of trouble when you are most alone
The memory of love will bring you home

บางทีรักคงจะเป็นเช่นที่พักพิง...ที่กำบังจากพายุฝน
คงอยู่เพื่อให้เธอได้อบอุ่นใจ...อยู่เสมอให้เธอได้คลายหนาว
ในช่วงเวลาแห่งปัญหา เมื่อเธอโดดเดี่ยวเปลี่ยวเหงา
ความทรงจำแห่งรักจะนำเธอกลับบ้านเรา

Perhaps love is like a window, perhaps an open door
It invites you to come closer, it wants to show you more
And even if you lose yourself and don't know what to do
The memory of love will see you through


บางทีรักคงจะเป็นเช่นหน้าต่าง...อาจเป็นประตูที่เปิดกว้าง
เชื้อเชิญให้เข้าใกล้...ปรารถนาจะให้เธอได้เห็นอีกสักนิด
แม้ในยามที่เธอหลงลืมตัวตน สับสนไร้ทางออก
ความทรงจำแห่งรักจะเข้าใจเธออย่างแน่นอน

Love to some is like a cloud, to some as strong as steel
For some a way of living, for some a way to feel
And some say love is holding on and some say letting go
And some say love is everything, and some say they don't know


รักของบางคนเป็นเช่นเมฆบางเบา บ้างก็เป็นเช่นเหล็กกล้า
เป็นเช่นวิธีดำรงชีวิตสำหรับคนหนึ่ง อาจเป็นเช่นวิธีเพื่อรู้สึกของอีกคน
บ้างว่ารักคือการยึดมั่น บ้างก็ว่าจงปล่อยวาง
บ้างว่ารักคือทุกสิ่งอย่าง บ้างกลับว่าไม่เคยได้รู้จักพบพาน...

Perhaps love is like the ocean, full of conflict, full of pain
Like a fire when it's cold outside, thunder when it rains
If I should live forever, and all my dreams come true
My memories of love will be of you

บางทีรักคงจะเป็นเช่นมหาสมุทร...เปี่ยมปัญหา...ความทุกข์ลึกล้ำ
ดั่งกองไฟเมื่อยามเหน็บหนาว...สายฟ้ายามฝนกระหน่ำ
หากฉันต้องใช้ชีวิตเป็นนิรันดร์...และความฝันทั้งหมดพลันเป็นจริง
ความทรงจำแห่งรักของฉันยังคงจะเป็นเรื่องของเธอ

เอามาฝากสองเวอร์ชั่นเลย อิอิ
ชอบจังเลยเพลงแบบนี้เนี่ย
ฟังแล้วจะให้คิดตามก็ดี ฟังแบบเอ๋อๆก็ได้ 55
แต่ชอบท่อนสุดท้ายนะ สองประโยคสุดท้ายซึ้งมากเลยทีเดียว
ดูแบบ

Life go on, on and on.
Not just pain and fall would remain me of you.
Not just that hardest time would recall me of our time together.
But in success, in victory, in glory and in happiness...
I still long for you...

ดูเอลฟ์ๆดี ชอบๆๆ หุหุ

ลงเพลง imeem มิได้หรือ...

ช่างเต๊อะ ฟังในนี้ละกันน๊า


http://www.imeem.com/happyforeveryday/playlist/_O8JOFrC/perhaps-love-music-playlist/

edit @ 4 Nov 2009 18:54:24 by b u t t e r f l y k i s s e s *

edit @ 4 Nov 2009 18:55:59 by b u t t e r f l y k i s s e s *

ทำไมหนังเรื่องนี้ถึงหาดูยากนัก ไม่เข้าใจ
หนังดีมากกกกแท้ๆ
ทำอย่างกะหนังอินดี้...

กว่าจะได้ดู (เสิร์ชหาโรงเลยเหอะ)
เอาเถอะ ไม่ผิดหวัง โชคดีที่ขวนขวายแล้วละ

The Time Traveler's Wife - รักอมตะของชายท่องเวลา
ชื่อหนังทำให้รู้สึกแหม่งๆมาก
เพราะหนังสือต้นแบบของหนัง แปลชื่อออกมาเวิร์คกว่าเยอะ
"ความรักของนักท่องเวลา"
แต่จริงๆแล้ว โฟกัสมันก็คือ ตัวภรรยาของเขา ตามชื่ออังกฤษจริงๆ
ชอบเรื่องนี้มาก ตั้งแต่ตอนอ่านหนังสือ ร้องไห้จริงจังมาก...
ตอนดูหนัง ถึงจะรู้เรื่องหมดแล้ว แต่ก็ยังร้องอยู่ดี

พูดตามตรงคือ ตัวหนังไม่ได้ทำให้เรารู้สึกว่ามันต่างจากหนังสือมากนัก
อย่างที่ฝรั่งเขาวิจารณ์กัน...อาจเพราะเราอ่านหนังสือไปนานมากแล้ว
แต่บางอย่างก็คงจะตัดไปมากจริงๆ เพราะในหนังสือนั้นทำให้เรารู้สึกว่ามันเป็นบันทึกชีวิตของนางเอกที่ยาวนานจริงๆ (ไม่ใช่เพราะหนังสือมันหนานะ) แต่ก็ต้องเป็นแบบนี้ละ...หนังมันจะให้ยาวมากไม่ได้
โดยรวมถือได้ว่าหนังดีมาก ซาบซึ้งมาก ทำให้จุกได้อย่างมาก
ฟีลกู้ดตรงไหน -*-... โอเค ดูแล้วรู้สึกว่าตัวเองโชคดี ทั้งพระเอกและนางเอกน่าสงสารทั้งคู่ แต่....ก็เป็นหนังที่ดูแล้วจุกอยู่ดี
เตรียมใจไว้ตั้งแต่ตอนเลือกดู(ระหว่างรถไฟฟ้า-กับเรื่องนี้ ชอบดูอะไรๆน่ารักๆฮาๆ) แต่ก็เลือกดู รู้สึกว่าหนังดีขนาดนี้ ไม่ดูไม่ได้ -*-

เป็นเรื่องของ แคลร์ และเฮนรี คู่รักที่ควรจะมีชีวิตธรรมดาทั่วไป
ไม่ธรรมดาตรงที่ เฮนรี มีความผิดปกติที่ไม่สามารถอธิบายได้คือ เขาจะข้ามเวลาไปได้ในหลายช่วง ทั้งอดีตและอนาคต โดยที่ควบคุมไม่ได้ และสักพัก สิบนาที สิบชั่วโมง หรือาจจะสิบวัน เขาจะย้อนกลับไปในช่วงเวลาที่ถูกต้องเดิมเอง อันนี้ต้องเข้าใจนิดนึงว่า เฮนรีสามารถไปในเวลาที่ตนเองยังอยู่ได้ เช่น ตอนนี้เฮนรีอายุ35 ย้อนไปในปีที่ตัวเองอายุ 20 เฮนรีที่อายุ20ก็ยังอยู่นะคะ คือกลายเป็นสองคนในจุดเวลาเดียวกัน ซึ่งทำให้ชีวิตเขาสับสนมาก และอันตรายมากด้วยเนื่องจากเขาย้อนไปในสภาพมีแต่ตัวจริงๆ กระทั่งเสื้อผ้าก็ยังไม่ได้ติดไป ต้องขโมย งัดแงะไปเรื่อย...จนกว่าจะได้ "กลับไป" ในจุดเวลาที่ถูกต้อง
อธิบายง่ายๆคือ เหมือนเวลาในตัวเฮนรีไม่เสถียร มันจะคอยเด้งโดดไปหน้าไปหลังอยู่เรื่อย จนกว่ามันจะกลับมาเสถียรอีกรอบ และมันมักจะย้อนไปในที่ที่สำคัญกับเขา (ภายหลังจะมีการอธิบายว่าเป็นความผิดปกติของ "ยีนส์ลำดับเวลา")
เช่น...
ทุ่งหญ้าที่เขาได้เจอกับแคลร์
เป็นช่วงเวลาที่เฮนรี่เริ่มเข้าสู่วัยกลางคน แต่สาวน้อยแคลร์นี่ยัง5-6ขวบเท่านั้น แม้ว่าในไทม์ไลน์ปกติ เฮนรี่อีกคนคงอายุประมาณ10กว่าๆและโตขึ้นตามปกติ(และก็คงจะย้อนไปนู่นนี่ด้วย) แต่เฮนรี่ที่อายุแตกต่างกันในช่วงวัยกลางคนก็ย้อนกลับมาหาหนูแคลร์นี่เรื่อยๆจนเธออายุ18 และไม่กลับมาอีก
เขาบอกเธอเพียงแค่ เขาและเธอจะได้พบกันอีก
และเป็นไปตามนั้น ในไทม์ไลน์สากล แคลร์เติบโตและได้พบกับเฮนรี่ที่อายุราวๆ30 ...เฮนรี่ที่ไม่รู้จักเธอ
แค่นี้ก็พอจะเห็นความลำบากของแคลร์แล้ว เธอเองหลงรักชายคนนี้มาตั้งแต่เด็ก เธอรู้จักเขามาตลอดชีวิต แต่ใน"เวลาอันเป็นปกติสากล"นั้น เฮนรี่ไม่เคยพบเธอ คนที่ย้อนไปหาเธอคือเขาในอีกหลายปีข้างหน้า
ที่ผ่านมา โรคของเฮนรี่ทำให้เธอได้รู้จักและรักเขา เธอรอคอยให้เขา"ข้ามเวลา" แต่นับตั้งแต่นี้ ที่ไทม์ไลน์ของทั้งคู่ไล่ตามกันในความปกติ เธอต้องปวดร้าวเพราะความไม่ปกตินี้ชั่วชีวิต
"การข้ามเวลา" ของเขา มีแต่จะพรากเขาออกไปจากเธอ
ทั้งคู่ได้รู้จักกัน รักและแต่งงานกัน แม้ว่าในความเป็นจริง การข้ามเวลาของเฮนรี่จะทำให้ทางของสามีภรรยาคู่นี้ลำบากแค่ไหน แคลร์ก็ยังรักเฮนรี แม้ในวิกฤติที่สุดของเธอ คือเมื่อเธอต้องการจะมีลูก ยีนส์ผิดปกติของเฮนรี่ทำให้ลูกของเธอคนแล้วคนเล่าจากไปในท้องของเธอ จากไปแบบเดียวกับพ่อของเขา คือข้ามเวลาไป...ไม่ว่าจะในเวลาไหนก็สุดรู้...หากแต่กลับมาในสภาพที่ไม่อาจมีชีวิตอีกต่อไป - - ตัวอ่อนในครรภ์ของแคลร์ข้ามเวลาได้ หากเมื่อข้ามเวลาออกจากครรภ์มารดาก็ไม่ต่างอะไรจากการคลอดก่อนกำหนด...การแท้ง
แคลร์ต้องทนทุกข์กับการเสียเด็กไปคนแล้วคนเล่า
แต่เธอไม่ยอมแพ้ แม้ว่าเฮนรี่จะทนไม่ได้ จนต้องไปทำหมัน แต่เธอยังต้องการลูกของเขา...และโชคชะตาบันดาลให้เฮนรี่ในวัยหนุ่มข้ามเวลามาพบเธอ และนั่นคือเฮนรี่ที่ยังไม่ได้ทำหมัน...ผลของการพบกันครั้งนั้นทำให้เธอท้องอีกครั้ง ครั้งนี้...เธอได้ลูกสาวชื่ออัลบ้า ตามที่เฮนรี่ ผู้ไม่เคยเชื่อเลยว่าท้องนี้จะปลอดภัยตั้งไว้
แคลร์ในวันนั้นรู้เพียงว่า เฮนรี่ได้ข้ามเวลาไปพบลูกสาวที่เติบโต แต่แคลร์ไม่รู้เลยว่าเฮนรี่ได้พบลูกสาวที่กำพร้าพ่อ อัลบ้าในอายุ10ปี ได้บอกเฮนรี่ว่า เธอเสียเขาไปให้กับความตายเมื่อเธออายุเพียง5ขวบ
อีก 5 ปี เท่านั้น หากจะนับจากเวลาที่อัลบ้าถือกำเนิด
ก่อนวันเกิดปีที่5ของอัลบ้าไม่นาน อัลบ้า"อีกคน" ที่อายุมากกว่าได้ข้ามเวลามา และบอกอัลบ้าตัวน้อยว่า
เธอเป็นนักข้ามเวลา และปีนี้เธอจะกำพร้าพ่อ
แคลร์คาดคั้นความจริงจากลูก
...เธอจะทำอย่างไร เมื่อได้รู้ว่าการจากไปในอีกไม่ถึงปีของสามี จะเป็นการจากที่ไม่มีวันกลับมา
เฮนรี่เองก็หวั่นไหวเช่นกัน ตลอด5ปีที่ผ่านมา เวลาผ่านไปรวดเร็วนัก คราวนี้มันจะไม่เป็นแค่การข้ามเวลา...เพราะมันไม่มีการเดินทางกลับ
เฮนรี่ได้เห็นฉากการตายของตน...แต่เขาไม่สามารถทำอะไรได้ ดังเช่นที่เขาไม่เคยทำอะไรให้ชะตากรรมเปลี่ยนแปลงได้
เหมือนชะตากรรมเริ่มทำงานเงียบๆ เมื่อการข้ามเวลาหนหนึ่งทำให้เฮนรี่บาดเจ็บจากหิมะกัดที่ขา เขาไม่อาจเดินได้ แล้วเขาจะหลบหนีได้อย่างไรในยามที่ต้องข้ามเวลา
และแล้วก็ถึงวันนั้น เฮนรี่รู้ดี และได้ร่ำลาแคลร์...
เธอต้องปล่อยให้เขาไปสู่การเดินทางครั้งสุดท้ายอย่างเงียบๆ อย่างที่เป็นตลอดมา
เฮนรี่ข้ามเวลาไปในฤดูล่าสัตว์...ทุ่งหญ้าแห่งการพบเจอของทั้งคู่ ที่นั้น...เสียงปืนดังขึ้นหนึ่งนัด จากปากกระบอกของครอบครัวผู้ชื่นชอบการล่าสัตว์ของแคลร์ ทิ้งไว้เพียงรอยเลือดที่ไม่ได้มาจากกวางตัวใด
เขากลับมาที่บ้านด้วยร่างที่ชุ่มเลือด และสิ้นใจในอ้อมแขนของภรรยาผู้รอคอย...

จากนั้น ในหนังสือกับหนังจะต่างกันไปค่ะ
ส่วนตัวชอบทั้งคู่
ในหนังจะเป็นฉากของอัลบ้าที่เล่นอยู่ที่ทุ่งหญ้า และเฮนรี่ปรากฏตัวมา ลูกๆของเพื่อนแคลร์จึงไปตามแคลร์มา ทั้งคู่ได้พบกัน กอดและร่ำลากัน จบที่คำพูดของอัลบ้าที่กล่าวว่า
"บางทีเธอก็คิดว่า พ่อหลบอยู่หลังพุ่มไม้ รอเวลาที่จะออกมา"
อันนี้สุขปนเศร้า
แต่ในหนังสือบีบคั้นกว่ามาก
คือ เฮนรี่บอกแคลร์ว่า(จำไม่ได้ว่าบอกทางไหนนะคะ) เขาจะกลับมาหาเธออีกครั้งในเวลาที่เธอแก่ตัว ครั้งเดียวเท่านั้นเท่าที่เขารู้
และ
เวลาก็ผ่านไปหลายสิบปี
เฮนรี่ข้ามเวลามาจากวันเวลาที่เขายังหายใจ ยังบ้านที่เขาอยู่กับแคลร์ และเมื่อเขาเดินเข้าไปก็พบภรรยาของเขาที่ผมขาวโพลนนั่งหันหลังอยู่ เขาเดินเข้าไปหาภรรยา เธอรอเขาตลอดมา...

 

ทั้งสองเวอร์ชั่น เฮนรี่บอกแคลร์ว่า อย่ารอ
แต่แคลร์ก็รอเฮนรี่อยู่ดี
เพราะ
ความรักของทั้งคู่คือการรอคอย

รอคอยที่จะกลับไปหาใครบางคน กับ รอคอยใครบางคนที่จะกลับมา

ชอบแคลร์ ที่อดทนมากๆ เรื่องนี้ถูกแล้วละที่ตั้งชื่อแบบนี้ เพราะภรรยาของนักท่องเวลาคนนี้คือรักที่เหนือกาลเวลาจริงๆ

ชอบที่แคลร์ไม่ขอเปลี่ยนสักวินาทีของความรักนี้
ซึ่งในความเป็นจริง โรคของเฮนรี่ ที่ถึงแม้จะพรากเขาไปจากเธออยู่เรื่อย และทำให้เขาตายในที่สุด
ก็เป็นสิ่งทำให้หนูน้อยแคลร์ได้พบกับเฮนรี่นั่นเอง

ดูจบรู้สึกดีที่ได้ดู ไม่ใช่ดีแบบฟีลกู้ด เพราะมันทิ้งรอยน้ำตาและความจุกอก(แบบที่หนังสือทำมาแล้ว) แต่ดีที่ได้ดูเพราะมันทำให้ได้คิดว่า เราโชคดี...
และเราทุกคนมีเวลามากมาย
เวลาที่เราเลือกได้...ว่าจะใช้มันอย่างไร

คิดว่าต้องมีคนคิดได้อย่างเราเยอะแน่ๆ

เวลานั้นมีค่าเกินกว่าจะทิ้งไป...โดยเฉพาะเมื่อมีคนที่รอคอยให้ใช้เวลาร่วมกัน

edit @ 25 Oct 2009 05:16:35 by b u t t e r f l y k i s s e s *

edit @ 4 Nov 2009 18:55:44 by b u t t e r f l y k i s s e s *