Some-BOOK

ทำไมหนังเรื่องนี้ถึงหาดูยากนัก ไม่เข้าใจ
หนังดีมากกกกแท้ๆ
ทำอย่างกะหนังอินดี้...

กว่าจะได้ดู (เสิร์ชหาโรงเลยเหอะ)
เอาเถอะ ไม่ผิดหวัง โชคดีที่ขวนขวายแล้วละ

The Time Traveler's Wife - รักอมตะของชายท่องเวลา
ชื่อหนังทำให้รู้สึกแหม่งๆมาก
เพราะหนังสือต้นแบบของหนัง แปลชื่อออกมาเวิร์คกว่าเยอะ
"ความรักของนักท่องเวลา"
แต่จริงๆแล้ว โฟกัสมันก็คือ ตัวภรรยาของเขา ตามชื่ออังกฤษจริงๆ
ชอบเรื่องนี้มาก ตั้งแต่ตอนอ่านหนังสือ ร้องไห้จริงจังมาก...
ตอนดูหนัง ถึงจะรู้เรื่องหมดแล้ว แต่ก็ยังร้องอยู่ดี

พูดตามตรงคือ ตัวหนังไม่ได้ทำให้เรารู้สึกว่ามันต่างจากหนังสือมากนัก
อย่างที่ฝรั่งเขาวิจารณ์กัน...อาจเพราะเราอ่านหนังสือไปนานมากแล้ว
แต่บางอย่างก็คงจะตัดไปมากจริงๆ เพราะในหนังสือนั้นทำให้เรารู้สึกว่ามันเป็นบันทึกชีวิตของนางเอกที่ยาวนานจริงๆ (ไม่ใช่เพราะหนังสือมันหนานะ) แต่ก็ต้องเป็นแบบนี้ละ...หนังมันจะให้ยาวมากไม่ได้
โดยรวมถือได้ว่าหนังดีมาก ซาบซึ้งมาก ทำให้จุกได้อย่างมาก
ฟีลกู้ดตรงไหน -*-... โอเค ดูแล้วรู้สึกว่าตัวเองโชคดี ทั้งพระเอกและนางเอกน่าสงสารทั้งคู่ แต่....ก็เป็นหนังที่ดูแล้วจุกอยู่ดี
เตรียมใจไว้ตั้งแต่ตอนเลือกดู(ระหว่างรถไฟฟ้า-กับเรื่องนี้ ชอบดูอะไรๆน่ารักๆฮาๆ) แต่ก็เลือกดู รู้สึกว่าหนังดีขนาดนี้ ไม่ดูไม่ได้ -*-

เป็นเรื่องของ แคลร์ และเฮนรี คู่รักที่ควรจะมีชีวิตธรรมดาทั่วไป
ไม่ธรรมดาตรงที่ เฮนรี มีความผิดปกติที่ไม่สามารถอธิบายได้คือ เขาจะข้ามเวลาไปได้ในหลายช่วง ทั้งอดีตและอนาคต โดยที่ควบคุมไม่ได้ และสักพัก สิบนาที สิบชั่วโมง หรือาจจะสิบวัน เขาจะย้อนกลับไปในช่วงเวลาที่ถูกต้องเดิมเอง อันนี้ต้องเข้าใจนิดนึงว่า เฮนรีสามารถไปในเวลาที่ตนเองยังอยู่ได้ เช่น ตอนนี้เฮนรีอายุ35 ย้อนไปในปีที่ตัวเองอายุ 20 เฮนรีที่อายุ20ก็ยังอยู่นะคะ คือกลายเป็นสองคนในจุดเวลาเดียวกัน ซึ่งทำให้ชีวิตเขาสับสนมาก และอันตรายมากด้วยเนื่องจากเขาย้อนไปในสภาพมีแต่ตัวจริงๆ กระทั่งเสื้อผ้าก็ยังไม่ได้ติดไป ต้องขโมย งัดแงะไปเรื่อย...จนกว่าจะได้ "กลับไป" ในจุดเวลาที่ถูกต้อง
อธิบายง่ายๆคือ เหมือนเวลาในตัวเฮนรีไม่เสถียร มันจะคอยเด้งโดดไปหน้าไปหลังอยู่เรื่อย จนกว่ามันจะกลับมาเสถียรอีกรอบ และมันมักจะย้อนไปในที่ที่สำคัญกับเขา (ภายหลังจะมีการอธิบายว่าเป็นความผิดปกติของ "ยีนส์ลำดับเวลา")
เช่น...
ทุ่งหญ้าที่เขาได้เจอกับแคลร์
เป็นช่วงเวลาที่เฮนรี่เริ่มเข้าสู่วัยกลางคน แต่สาวน้อยแคลร์นี่ยัง5-6ขวบเท่านั้น แม้ว่าในไทม์ไลน์ปกติ เฮนรี่อีกคนคงอายุประมาณ10กว่าๆและโตขึ้นตามปกติ(และก็คงจะย้อนไปนู่นนี่ด้วย) แต่เฮนรี่ที่อายุแตกต่างกันในช่วงวัยกลางคนก็ย้อนกลับมาหาหนูแคลร์นี่เรื่อยๆจนเธออายุ18 และไม่กลับมาอีก
เขาบอกเธอเพียงแค่ เขาและเธอจะได้พบกันอีก
และเป็นไปตามนั้น ในไทม์ไลน์สากล แคลร์เติบโตและได้พบกับเฮนรี่ที่อายุราวๆ30 ...เฮนรี่ที่ไม่รู้จักเธอ
แค่นี้ก็พอจะเห็นความลำบากของแคลร์แล้ว เธอเองหลงรักชายคนนี้มาตั้งแต่เด็ก เธอรู้จักเขามาตลอดชีวิต แต่ใน"เวลาอันเป็นปกติสากล"นั้น เฮนรี่ไม่เคยพบเธอ คนที่ย้อนไปหาเธอคือเขาในอีกหลายปีข้างหน้า
ที่ผ่านมา โรคของเฮนรี่ทำให้เธอได้รู้จักและรักเขา เธอรอคอยให้เขา"ข้ามเวลา" แต่นับตั้งแต่นี้ ที่ไทม์ไลน์ของทั้งคู่ไล่ตามกันในความปกติ เธอต้องปวดร้าวเพราะความไม่ปกตินี้ชั่วชีวิต
"การข้ามเวลา" ของเขา มีแต่จะพรากเขาออกไปจากเธอ
ทั้งคู่ได้รู้จักกัน รักและแต่งงานกัน แม้ว่าในความเป็นจริง การข้ามเวลาของเฮนรี่จะทำให้ทางของสามีภรรยาคู่นี้ลำบากแค่ไหน แคลร์ก็ยังรักเฮนรี แม้ในวิกฤติที่สุดของเธอ คือเมื่อเธอต้องการจะมีลูก ยีนส์ผิดปกติของเฮนรี่ทำให้ลูกของเธอคนแล้วคนเล่าจากไปในท้องของเธอ จากไปแบบเดียวกับพ่อของเขา คือข้ามเวลาไป...ไม่ว่าจะในเวลาไหนก็สุดรู้...หากแต่กลับมาในสภาพที่ไม่อาจมีชีวิตอีกต่อไป - - ตัวอ่อนในครรภ์ของแคลร์ข้ามเวลาได้ หากเมื่อข้ามเวลาออกจากครรภ์มารดาก็ไม่ต่างอะไรจากการคลอดก่อนกำหนด...การแท้ง
แคลร์ต้องทนทุกข์กับการเสียเด็กไปคนแล้วคนเล่า
แต่เธอไม่ยอมแพ้ แม้ว่าเฮนรี่จะทนไม่ได้ จนต้องไปทำหมัน แต่เธอยังต้องการลูกของเขา...และโชคชะตาบันดาลให้เฮนรี่ในวัยหนุ่มข้ามเวลามาพบเธอ และนั่นคือเฮนรี่ที่ยังไม่ได้ทำหมัน...ผลของการพบกันครั้งนั้นทำให้เธอท้องอีกครั้ง ครั้งนี้...เธอได้ลูกสาวชื่ออัลบ้า ตามที่เฮนรี่ ผู้ไม่เคยเชื่อเลยว่าท้องนี้จะปลอดภัยตั้งไว้
แคลร์ในวันนั้นรู้เพียงว่า เฮนรี่ได้ข้ามเวลาไปพบลูกสาวที่เติบโต แต่แคลร์ไม่รู้เลยว่าเฮนรี่ได้พบลูกสาวที่กำพร้าพ่อ อัลบ้าในอายุ10ปี ได้บอกเฮนรี่ว่า เธอเสียเขาไปให้กับความตายเมื่อเธออายุเพียง5ขวบ
อีก 5 ปี เท่านั้น หากจะนับจากเวลาที่อัลบ้าถือกำเนิด
ก่อนวันเกิดปีที่5ของอัลบ้าไม่นาน อัลบ้า"อีกคน" ที่อายุมากกว่าได้ข้ามเวลามา และบอกอัลบ้าตัวน้อยว่า
เธอเป็นนักข้ามเวลา และปีนี้เธอจะกำพร้าพ่อ
แคลร์คาดคั้นความจริงจากลูก
...เธอจะทำอย่างไร เมื่อได้รู้ว่าการจากไปในอีกไม่ถึงปีของสามี จะเป็นการจากที่ไม่มีวันกลับมา
เฮนรี่เองก็หวั่นไหวเช่นกัน ตลอด5ปีที่ผ่านมา เวลาผ่านไปรวดเร็วนัก คราวนี้มันจะไม่เป็นแค่การข้ามเวลา...เพราะมันไม่มีการเดินทางกลับ
เฮนรี่ได้เห็นฉากการตายของตน...แต่เขาไม่สามารถทำอะไรได้ ดังเช่นที่เขาไม่เคยทำอะไรให้ชะตากรรมเปลี่ยนแปลงได้
เหมือนชะตากรรมเริ่มทำงานเงียบๆ เมื่อการข้ามเวลาหนหนึ่งทำให้เฮนรี่บาดเจ็บจากหิมะกัดที่ขา เขาไม่อาจเดินได้ แล้วเขาจะหลบหนีได้อย่างไรในยามที่ต้องข้ามเวลา
และแล้วก็ถึงวันนั้น เฮนรี่รู้ดี และได้ร่ำลาแคลร์...
เธอต้องปล่อยให้เขาไปสู่การเดินทางครั้งสุดท้ายอย่างเงียบๆ อย่างที่เป็นตลอดมา
เฮนรี่ข้ามเวลาไปในฤดูล่าสัตว์...ทุ่งหญ้าแห่งการพบเจอของทั้งคู่ ที่นั้น...เสียงปืนดังขึ้นหนึ่งนัด จากปากกระบอกของครอบครัวผู้ชื่นชอบการล่าสัตว์ของแคลร์ ทิ้งไว้เพียงรอยเลือดที่ไม่ได้มาจากกวางตัวใด
เขากลับมาที่บ้านด้วยร่างที่ชุ่มเลือด และสิ้นใจในอ้อมแขนของภรรยาผู้รอคอย...

จากนั้น ในหนังสือกับหนังจะต่างกันไปค่ะ
ส่วนตัวชอบทั้งคู่
ในหนังจะเป็นฉากของอัลบ้าที่เล่นอยู่ที่ทุ่งหญ้า และเฮนรี่ปรากฏตัวมา ลูกๆของเพื่อนแคลร์จึงไปตามแคลร์มา ทั้งคู่ได้พบกัน กอดและร่ำลากัน จบที่คำพูดของอัลบ้าที่กล่าวว่า
"บางทีเธอก็คิดว่า พ่อหลบอยู่หลังพุ่มไม้ รอเวลาที่จะออกมา"
อันนี้สุขปนเศร้า
แต่ในหนังสือบีบคั้นกว่ามาก
คือ เฮนรี่บอกแคลร์ว่า(จำไม่ได้ว่าบอกทางไหนนะคะ) เขาจะกลับมาหาเธออีกครั้งในเวลาที่เธอแก่ตัว ครั้งเดียวเท่านั้นเท่าที่เขารู้
และ
เวลาก็ผ่านไปหลายสิบปี
เฮนรี่ข้ามเวลามาจากวันเวลาที่เขายังหายใจ ยังบ้านที่เขาอยู่กับแคลร์ และเมื่อเขาเดินเข้าไปก็พบภรรยาของเขาที่ผมขาวโพลนนั่งหันหลังอยู่ เขาเดินเข้าไปหาภรรยา เธอรอเขาตลอดมา...

 

ทั้งสองเวอร์ชั่น เฮนรี่บอกแคลร์ว่า อย่ารอ
แต่แคลร์ก็รอเฮนรี่อยู่ดี
เพราะ
ความรักของทั้งคู่คือการรอคอย

รอคอยที่จะกลับไปหาใครบางคน กับ รอคอยใครบางคนที่จะกลับมา

ชอบแคลร์ ที่อดทนมากๆ เรื่องนี้ถูกแล้วละที่ตั้งชื่อแบบนี้ เพราะภรรยาของนักท่องเวลาคนนี้คือรักที่เหนือกาลเวลาจริงๆ

ชอบที่แคลร์ไม่ขอเปลี่ยนสักวินาทีของความรักนี้
ซึ่งในความเป็นจริง โรคของเฮนรี่ ที่ถึงแม้จะพรากเขาไปจากเธออยู่เรื่อย และทำให้เขาตายในที่สุด
ก็เป็นสิ่งทำให้หนูน้อยแคลร์ได้พบกับเฮนรี่นั่นเอง

ดูจบรู้สึกดีที่ได้ดู ไม่ใช่ดีแบบฟีลกู้ด เพราะมันทิ้งรอยน้ำตาและความจุกอก(แบบที่หนังสือทำมาแล้ว) แต่ดีที่ได้ดูเพราะมันทำให้ได้คิดว่า เราโชคดี...
และเราทุกคนมีเวลามากมาย
เวลาที่เราเลือกได้...ว่าจะใช้มันอย่างไร

คิดว่าต้องมีคนคิดได้อย่างเราเยอะแน่ๆ

เวลานั้นมีค่าเกินกว่าจะทิ้งไป...โดยเฉพาะเมื่อมีคนที่รอคอยให้ใช้เวลาร่วมกัน

edit @ 25 Oct 2009 05:16:35 by b u t t e r f l y k i s s e s *

edit @ 4 Nov 2009 18:55:44 by b u t t e r f l y k i s s e s *

เพิ่งได้อ่าน หนังสือเรื่องหนึ่ง

ยอทรับว่า อ่านไม่หมดทุกหน้า เลือกอ่านเฉพาะส่วนที่เป็นไอเดียที่เกิดขึ้นจริง

น่ารัก น่าทึ่ง กับมันสมองและความพยายามของผู้คน ในการช่วยกันทำอะไรดีๆให้กับโลกแล้วก็สังคม

...น่าเศร้าที่ไม่มีบทความไหน เป็นเรื่องของไทยแลนด์ของเราเลย

หนังสือที่ว่าชื่อเรื่องว่า "ต้นไม้ใต้โลก" โดยคุณทรงกลด บางยี่ขัน บก.หนังสือ aday นั่นเอง

เรื่องจริงหนึ่งร้อยเรื่องดีๆ บ้างก็เป็นความคิดที่น่ารัก ติงต๊องเล็กๆ บ้างก็ใหญ่โตเป็นโครงการที่ทางประสิทธิภาพ แต่แต่ละโครงการเริ่มมาจากจุดเล็กๆทั้งนั้น

ไม่ว่าจะเป็นกลุ่ม "โจรปลูกต้นไม้" ในเมื่อวัยรุ่นชอบทำอะไรตื่นเต้น แทนที่จะลักลอบพ่นกราฟฟิตี้ให้เสียทัศนียภาพเมือง ตกดึกพวกเขาก็ออกมาลักลอบปลูกต้นไม้ในที่ที่เขาไม่ได้ให้ปลูกกันดีกว่า สนุก แถมสวยด้วย

หรือจะเป็น "นโยบายกำจัดป้ายประกาศ" ที่ได้ผลอย่างน่ารัก เมื่อห้ามเท่าไหร่ ก็มีป้ายประกาศโฆษณาต่างๆ ทั้งสินค้า คอนเสิร์ต มาให้เก็บเรื่อยๆ ก็เอายังงี้สิ ใช้งบน้อยนิด ปริ้นท์สติ๊กเกอร์คำว่า "ยกเลิก" มาเยอะๆ แล้วแปะทับมันเลย ไงล่ะ ทีนี้ไม่กล้ามาแปะอีกเลย (เจ็บดีจริงๆ)

หลายเรื่องได้เห็นความพยายามในการรักษาองค์ความรู้ดีๆ อย่างการเข้าไปคุยกับคนชรา เพื่อจดบันทึกความรู้ที่กำลังจะสูญหาย หรือความพยายามรวบรวมหนังสือทั่วโลกให้เป็นไฟล์ดิจืทัล และการเผยแพร่ความรู้ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นห้องสมุดในรถไฟใต้ดิน ที่ให้อ่านได้ตั้งแต่ต้นสายถึงปลายสาย (น่ารักจัง) หรือหนังสือที่เดินทางได้ โดยการลงทะเบียนกับเวบไซต์ แล้วก็เอาหนังสือไปลืมไว้ที่ต่างๆ ใครมาเห็นก็หยิบไปอ่าน อ่านเสร็จลงชื่อไว้ซะ แล้วเอาไปลืมไว้ที่อื่นต่อ

บางเรื่องทำให้ทึ่งและสะท้อนใจกับภาครัฐของหลายๆประเทศ ที่ใส่ใจกับเรื่องเหล่านี้ แตกต่างจากไทยจริงๆ อย่างเรื่อง "ไปรษณีย์ไม่เลี้ยวซ้าย" เมื่อเมืองเมืองหนึ่งวิเคราะห์ว่า การเลี้ยวซ้าย(ในเมืองของเขา) ต้องหยุดรอรถนาน ทำให้เสียพลังงาน จึงออกแบบเส้นทางการส่งจดหมายให้พนักงานไปรษณีย์เลี้ยวขวาเป็นส่วนใหญ่ ประหยัดพลังงานไปได้มากโข (อะไรจะน่ารักขนาดนี้) หรือเมืองที่อนุมัตินโยบายของนักดาราศาสตร์ ให้ป้ายบิลบอร์ดทั่วเมืองเปิดไฟจากบนลงล่างเท่านั้น และไฟถนนทุกอันต้องมีที่ครอบให้ส่องแสงลง เพื่อให้ไม่เกิดมลภาวะทางแสง ให้ท้องฟ้าราตรีมืดสนิท เห็นดวงดาวชัดเจน คืนแสงดาวให้ชาวเมืองใหญ่ หรือเรื่องที่น่ารักมากๆ อย่างการอบรมช่างทำผม ช่างเสริมสวย ให้สามารถสังเกตและค้นหาพฤติกรรมที่แสดงออกว่าถูกละเมิดหรือทารุณกรรมของบรรดาลูกค้าสาวๆ เพราะช่างทำผมเป็นหนึ่งในผู้ที่ได้พูดคุยกับบรรดาสาวๆเหล่านี้ที่สุด

บางนโยบายเราอยากให้เกิดขึ้นจริงในไทย เพราะว่ามันคงเปลี่ยนชีวิตคนไปได้อีกมาก เช่นนโยบาย "ธนาคารคนไร้บ้าน" เพราะเด็กข้างถนนเก็บออมเงินลำบาก เพราะเก็บไปก็โดนแย่งได้ง่าย ธนาคารนี้ช่วยเปิดบัญชีให้แล้วยังอนุมัติเงินกู้สำหรับธุรกิจเล็กๆอีก เพื่อที่เด็กๆจะได้มีชีวิตที่ดีกว่านี้

ทุกเรื่องมีคำคมเปิดเรื่อง ที่เข้ากับเรื่องต่างๆได้ดีมากๆ น่ารักเสียจนแอบอมยิ้มไม่ได้

อย่างคำคมที่คงเคยเห็นกันมามาก ของนักบุญคนยาก แม่ชีเทเรซา ที่ว่า

"ฉันไม่ได้ทำสิ่งยิ่งใหญ่ แต่ฉันทำสิ่งเล็กๆ ด้วยความรักที่ยิ่งใหญ่" พอมาอ่านเรื่อง ถึงกับอึ้ง เพราะเป็นเรื่องของคนที่เสนอว่า หน้าจอเพจของกูเกิ้ลที่ขาวจ้าน่ะ กินไฟมากกว่าหน้าจอที่ดำสนิท จริงอยู่มันไม่ได้มากมายอะไร แถมหน้าจอสีดำอาจทำให้เสียสายตา แต่ถ้าเราเปิดหน้ากูเกิ้ลไม่ได้นานมาก ก็พอทนได้ แล้วถ้ามีคนร่วมกันทำเยอะๆ ไอ้เจ้าพลังงานที่เซฟไปได้ รวมกันเยอะๆมันก็ประหยัดได้เยอะอยู่

เดี๋ยวจะไปโหลดมาแล้ว หน้าจอกูเกิ้ลสีดำ

สิ่งเหล่านี้ทำให้รู้สึกดี ที่ได้รู้ว่ายังมีคนรักโลกของเรา และพยายามในแบบของตัวเอง

นานแล้วที่เราไม่รับถุงพลาสติกจากร้านค้า ถ้าไม่จำเป็น ก่อนจะมีการรณรงค์เสียอีก ทำไปก็คิดไป ว่ามันช่วยอะไรได้ไหมเนี่ย ในเมื่อโรงงานผลิตถุงก็ยังผลิตอยู่ตลอด

นานแล้วที่เคยได้ยินเพื่อนคนหนึ่ง ไม่รู้ว่ามันฝันหรืออยู่ๆดีมันเครียดขึ้นมา บ่นว่าอยากให้ทุกคนขี่จักรยาน มันเห็นรถราเยอะๆแล้วก็กลุ้มขึ้นมาดื้อๆว่าโลกท่าทางจะเดือดร้อนแน่ๆ แต่ก็ไม่ได้มีใครทำขึ้นมา ทางขี่จักรยานในกทม. ก็ยังเป็นทางเท้าต่อไป

ผ่านมาหลายปี ไม่มีอะไรดีขึ้น นอกจากนโยบายจืดจางของภาครัฐ อย่างปิดไฟหนึ่งชม. โอเคค่ะ มันดี แต่ปีนึงปิดชม.หนึ่ง บ้านละดวง... นี่พี่ขอน้อยไปหรือเปล่าสำหรับโลกนี้ หรือนโยบายถุงผ้า...เอ่อ...ก็เห็นคนเข้ามาซื้อของในเซเว่น สะพายถุงผ้า ซื้อของที่ใส่ถุงพลาสติค เก็บในถุงผ้าอยู่ดี

มาอ่านหนังสือเล่มนี้จึงได้รู้ว่า เอาละ อย่างน้อยประเทศอื่นเขาก็พัฒนาแล้ว (เวรกรรม) มันทำได้ค่ะ มันทำได้ ได้มากกว่านี้ และมีคนทำ เพียงแค่คุณ หรือใครๆ โดยเฉพาะพวกรัฐบาล และองค์กรเอกชน ที่มีอิทธิพล หาอะไรที่มันทำได้จริง ทำได้ดี และสนับสนุนมัน

อย่างเรื่องเกม (เพิ่งทำวิจัยมา) ในเมื่อมีสองฝ่าย ฝ่ายหนึ่งคิดว่าเกมดี อีกฝ่ายว่ามันร้าย ก็ทำให้มันดีเสียสิ หาอะไรดีๆใส่ลงไป แต่ไม่ใช่ในรูปแบบเกร่อๆอย่างนั้น จริงๆมันน่าจับภาครัฐมาเรียนบริหารนะ ดูอย่างเรื่องในหนังสือนี้ เกมมันดีได้โดยที่ยังสนุกได้ ทำไมไม่ทำ?

หรืออย่างนโยบายหลายๆอย่าง ที่ดีได้ สนุกด้วยได้ อย่างนโยบายโจรต้นไม้ ถ้าเป็นเมืองไทยคงมาเย้วๆ รณรงค์ให้หนุ่มสาวมาปลูกต้นไม้กันเถอะต่อไป

"หากคุณหาฮีโร่ไม่เจอ ก็จงเป็นเสียเอง"

เชื่อว่าทุกคนมีจิตสำนึกรักโลก หรืออย่างน้อยก็คิดว่า แย่แล้ว ถ้าไม่รักนี่ตายแน่ลูกหลานฉัน แต่ดันอยู่ในประเทศที่ไอเดียแช่แข็งไปหน่อย ไม่เป็นไร ทำของเราไปเองแล้วกัน สักวันมันอาจจะเป็นอะไรที่ยิ่งใหญ่

สุดท้ายนี้ (แหมจบเหมือนรายงาน สิ้นคิดเสียแล้ว) นึกถึงหลายๆเรื่องใน"ต้นไม้ใต้โลก" ที่กล่าวถึงความพยายามรักษาสันติภาพ เพราะตอนนี้ สันติภาพหามีไม่ มนุษย์เรานี่อยู่กันสงบๆไม่เป็นหรือไงนะ

บ่อยไปที่ประชาชนไม่ต้องการสงคราม แต่ผู้นำเอามายัดเยียดให้

แต่เหมือนตอนนี้ เมืองไทยจะชอบทำสงครามกันเอง รักประเทศแต่ไม่รักคนในประเทศ? รักชาติแต่ชังเพื่อนร่วมชาติ? มนุษย์นี่ก็ตลกดี คนจีน(แต้จิ๋ว)เขาเรียกว่า เจี๋ยะป้าบ่อสื่อ (โดนบ่อย) พวกกินอิ่มแล้วไม่มีอะไรทำ สงบเกินไป ว่างจัดไม่ได้ กัดกันดีกว่า

ขึ้นเรื่องดีๆมาออกเรื่องบ้าๆอย่างการเมืองเรื่องน้ำเน่า แหม มันก็เป็นหนึ่งในเรื่องที่ควรต้องแก้ จะได้มีเวลามารักโลกกันเสียที รบตบตีกัน ควันระเบิด(ของใครไม่รู้)ควันแก๊ซน้ำตา(ของตำรวจ ที่ไม่ทราบแรงแค่ไหน) ก็ทำลายโอโซนได้นะ

นี่บอกไว้ก่อนว่าค่อนข้างเข้าข้างฝ่ายหนึ่ง แต่ไม่บอกละว่าฝ่ายไหน บอกทำไม ข่าวออกมาเข้าข้างฝ่ายไหนก็ไม่เชื่อทั้งนั้นอยู่แล้ว แล้วก็ไม่คิดจะไปตบตีอีกฝ่ายด้วย

รักชาติ อย่างพอเพียง... ในเรื่องของการเมือง

รักโลก อย่างเพียงพอ...ในเรื่องของสิ่งมีชีวิตทั้งปวง

"ประเทศของฉันคือโลก และศาสนาของฉันคือการทำดี"

เอาแรงที่มาวิ่งไล่ นั่งเฝ้า ยืนด่ากัน มาทำอะไรให้โลกดีกว่านะ

edit @ 23 Oct 2008 15:32:12 by b u t t e r f l y k i s s e s *

edit @ 23 Oct 2008 15:34:58 by b u t t e r f l y k i s s e s *